เจอร์เก้น คล็อปป์ กับ วิกฤติศรัทธา หากแพ้นัดชิง

เจอร์เก้น คล็อปป์ ในโลกลูกหนังมีผู้จัดการทีมเพียงไม่กี่คนที่มีอิทธิพลต่อสโมสร และแฟนบอลเหมือนกับ คล็อปป์ แต่ทุกๆ อย่างอาจจะค่อยๆ เสื่อมสลายไป หาก นายใหญ่ชาวเยอรมัน ไม่สามารถนำโทรฟี่ “บิ๊กเอียร์” จากกรุงมาดริด ประเทศสเปน มาประดับที่ตู้โชว์ในสนามแอนฟิลด์ได้

 เจอร์เก้น คล็อปป์

เป็นที่เข้าใจกันดีว่าทำไม คล็อปป์ ถึงได้ใจสาวก “เดอะ ค็อป” ทั่วโลก เพราะเขาสร้างทีมได้อย่างน่าเหลือเชื่อ, มีสไตล์การเล่นที่ดุดัน, มีเสน่ห์, พร้อมกอดลูกทีมเสมอ, แรงปรารถนาเต็มเปี่ยม และพร้อมทุ่มเทเพื่อทีมเสมอ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นรากฐานที่แท้จริงของฟุตบอล

อย่างไรก็ตามหากเกิดความพ่ายแพ้ที่ว่านต๋า เมโทรโปลิตาโน่ สนามเหย้าของ “ตราหมี” แอตเลติโก มาดริด นั่นจะเป็นอีก 1 ฤดูกาลที่ คล็อปป์ กุมบังเหียน ลิเวอร์พูล พร้อมกับปราศจากความสำเร็จ ที่สำคัญหากแพ้ในกรุงมาดริด ก็จะกลายเป็สถิติของเจ้าตัวที่แพ้นัดชิงชนะเลิศ ฟุตบอลถ้วย จากการเข้าชิง 7 ครั้งหลังสุด

ลองคิดดูนะ การแพ้ในรอบชิง 1 ครั้งยังพอเข้าใจได้, 2 ครั้งถือว่าโชคร้าย แต่ถ้า 7 ครั้งล่ะ ? มันหมายความว่ายังไง ???  แน่นอนว่าทีมชุดนี้ของ คล็อปป์ สามารถประสบความสำเร็จได้สบายๆ แต่ความจริงที่แสนเจ็บปวดก็คือ เจอร์เก้น คล็อปป์ มักจะพบกับความพ่ายแพ้เสมอ ฉะนั้นนี่เป็นเหตุผลที่หลายๆ คนมองว่าในเกมนัดชิงชนะเลิศ ศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก วันเสาร์ที่ 1 มิถุนายนนี้ กุนซือเลือดด๊อยท์ช ต้องแบกรับแรงกดดันมหาศาล

เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ ผู้จัดการทีมท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ได้รับความยกย่องเชิดชูเหมือนๆ กับ คล็อปป์ แม้ว่าเขายังไม่เคยได้สัมผัสแชมป์อะไรเลยในฐานะผู้จัดการทีม ที่สำคัญ “พอช” สร้าง “ไก่เดือยทอง” ชุดนี้ โดยที่ไม่ได้ซื้อผู้เล่นใหม่เข้ามาร่วมทีมในช่วงตลอดซื้อขายนักเตะ 2 ช่วงเวลาเมื่อซีซั่นที่ผ่านมา

ในส่วนของขุมกำลังของ สเปอร์ส แน่นอนว่า 11 ผู้เล่นตัวจริง เป็นเรื่องยากมากที่จะคาดเดา แต่ที่แน่ๆ คริสเตียน อีริคเซ่น คงได้ลงเกมนี้ ส่วน แฮร์รี่ เคน ยังไม่ชัวร์เท่าไหร่ แต่กระนั้นก็คงต้องเจองานสุดหินในการเจาะเข้าไปทำประตู “หงส์แดง”

หากมองกันตามหน้าเสื่อที่บรรดาสื่อ ufabet369.net  และบริษัทรับพนันถูกกฎหมายหลายสำนัก ยกให้ ลิเวอร์พูล เป็นทีมเต็ง นั่นไม่ใช่เรื่องแปลกเนื่องจากผลงานสุดยอดในพรีเมียร์ลีก โดยพวกเขาได้รองแชมป์ตามหลัง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ แชมป์เพียงแค่ 1 คะแนน แถมยังมีแต้มทิ้งห่าง สเปอร์ส ถึง 26 แต้ม แต่แน่นอนว่าการเป็นทีมเต็งย่อมส่งผมทำให้ คล็อปป์ ตกอยู่ภายใต้แรงกดดันมากเข้าไปอีก

นับตั้งแต่จบฤดูกาล 2015-16 โดยที่ไม่มีอะไรติดไม้ติดมือ จนถึงตอนนี้ก็ปาเข้าไป 3 ฤดูกาลแล้วที่ เจอร์เก้น คล็อปป์ ทำงานกับ ลิเวอร์พูล และก็ไม่มีโทรฟี่แชมป์เลย โดยในเวลาเดียว เชลซี คว้าแชมป์รายการใหญ่ไปแล้ว 3 รายการ ขณะที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก็ได้ 3 รายการ ส่วน แมนเชสเตอร์ ซิตี้ มากกว่า “สิงห์บูลส์” กับ “ปีศาจแดง” ถึง 2 เท่า

การเก็บได้ 97 คะแนนในตารางลีกเมืองผู้ดีทำให้ ลิเวอร์พูล ได้ไล่บี้เบียดกับ “เรือใบสีฟ้า” อย่างเมามัน นอกจากผลงานพลิกนรกปราบ บาร์เซโลน่า ยิ่งทำให้เกิดความทรงจำที่แสนมีความสุขสำหรับค่ำคืนที่แอนฟิลด์ แต่สุดท้ายแล้วทีมก็ไม่ได้สัมผัสความสำเร็จ มีเพียงแค่การสร้างประวัติศาสตร์คว้ารองแชมป์ที่ดีที่สุดในลีกเท่านั้น

สำหรับฤดูกาล 2018-19 ในเกมพรีเมียร์ลีก ดูเหมือนจะมีสัญญาณที่ดีมากๆ สำหรับ “หงส์แดง” แม้สุดท้าย แมนฯ ซิตี้ จะประสบการณ์ป้องกันแชมป์ลีกได้ แถมยังทำทริปเบิ้ลแชมป์เมื่อคว้าแชมป์ทุกรายการในอังกฤษเรียบวุธ  

อย่างไรก็ตามการได้เห็นนักเตะ “เดอะ เร้ดส์” เดินไปรอบๆ สนามแอนฟิลด์ในแมตช์สุดท้ายของเกมลีก หลังจากมีการยืนยันผลการแข่งขันที่ไบรท์ตัน ซึ่ง แมนฯ ซิตี้ ชนะแบบถล่มทลาย ทุกๆ คนคงเห็นสภาพจิตใจที่โดนทำลายซึ่งอาจจะยังอยู่เนื่องจากความล้มเหลวที่พลาดแชมป์ลีกที่รอคอยถึง 3 ทศวรรษ ทั้งๆ ที่แพ้เกมลีกแค่แมตช์เดียวเท่านั้น

ส่วนในศึกชิงถ้วย “หูกาง” เจอร์เก้น คล็อปป์ อาจใช้ประสบการณ์ที่แพ้ในนัดชิงที่กรุงเคียฟปีที่ผ่านมาให้เป็นประโยชน์ แต่กระนั้นการแพ้ “ราชันชุดขาว” เรอัล มาดริด ก็ยังคงเป็นความทรงจำที่แสนเจ็บปวด และสิ่งนี้อาจจะมีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของบรรดาแข้ง “หงส์แดง” ก็ได้

คล็อปป์ เป็นผู้จัดการทีมที่สุดยอดสำหรับสโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล เป็นคนที่มีอิทธิพลกับสโมสร, เมือง, สังคม, ประวัติศาสตร์ และแฟนบอล แต่อย่าลืมว่า 3 ปีครึ่งกับการทำหน้าที่นายใหญ่ที่แอนฟิลด์ เขายังไม่เคยได้แชมป์แม้แต่รายการเดียวเลย

การคว้าแชมป์ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ แม้พวกเขามีสิทธิ์พลิกล็อกโดนทีเด็ดของ สเปอร์ส ก็ได้ แต่แน่นนอนว่าเป็นเรื่องยากมากๆ ที่จะพบสาวก “เดอะ ค็อป” ตั้งข้อสงสัยในตัวคล็อปป์ ทั้งแฟนบอลชาย, หญิง และเด็กๆ พวกเขาอยากที่จะเห็นเขาสร้างอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ที่นี่

หลายครั้งที่ คล็อปป์ ซึ่งนำโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ คว้าแชมป์บุนเดสลีกา เยอรมนี 2 สมัย ถูกมองว่ามีอะไรที่คล้ายๆ กับ บิลล์ แชงค์ลี่ย์ มหาบุรุษผู้วางรากฐานความยิ่งใหญ่ให้กับลิเวอร์พูล โดย “บิ๊กบิลล์” เริ่มต้นนำทีมตั้งแต่ยังไม่มีอะไรเลย เพราะ “เดอะ เร้ดส์” ยังอยู่ในระดับดิวิชั่น 2 (ปัจจุบันคือ เดอะ แชมเปี้ยนชิพ) ตอนที่เขาเข้ามากุมบังเหียนในปี 1959 และไม่ได้แชมป์อะไรเลยจนกระทั่งฤดูกาล 1963-64 เขานำทีมคว้าแชมป์แรกจากแชมป์ 6 รายการใหญ่

นับตั้งแต่นั้น แชงค์ลี่ย์ ได้ทำให้วงการลูกหนังน่าสนุกตื่นเต้นทั้งจากสไตล์การสร้างทีมที่เล่นสนุกเร้าใจ และแคแรกเตอร์ส่วนตัวที่มีเสน่ห์ โดย คล็อปป์ ก็เป็นแบบนั้น

ไม่ว่าจบเกม แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่เมืองหลวง ประเทศสเปน จะมีผลออกมาเป็นยังไง สำหรับตอนนี้ในวงการลูกหนังโลก คล็อปป์ ได้สร้างนิยามในหน้าประวัติศาสตร์ฟุตบอลเอาไว้แล้ว และทุกๆ คนโดยเฉพาะสาวก “เดอะ ค็อป” ไม่มีวันลืมแน่นอนติดตามทุกข่าวสารการกีฬาได้ที่ katycorridor.org