ผ่า 4 ประเด็น เซเนกัล พ่าย แอลจีเรีย ชวดแชมป์แอฟริกัน เนชั่นส์ คัพ

ผ่า 4 ประเด็น เซเนกัล พ่าย แอลจีเรีย ชวดแชมป์แอฟริกัน เนชั่นส์ คัพ

แอลจีเรีย สิ้นสุดการรอคอย 29 ปีเมื่อสามารถคว่ำ เซเนกัล ด้วยสกอร์ 1-0 ในเกมรอบชิงชนะเลิศ ศึกแอฟริกัน เนชั่นส์ คัพ 2019 ที่ประเทศอียิปต์ เมื่อวันศุกร์ที่ 19 กรกฎาคมที่ผ่านมา และเป็นแชมป์สมัยที่สองของพวกเขา ในขณะที่ “สิงโตแห่งเตรังก้า” ต้องรอคอยความสำเร็จระดับทวีปต่อไป

    ประตูตั้งแต่ไก่โห่ และเป็นประตูโทนจากจังหวะการยิงของ ufabet369.net อิสมาแอล เบนนาเซอร์ ที่แฉลบแนวรับของ เซเนกัล เป็นเหมือนรางวัลที่ยิ่งใหญ่สำหรับพวกเขาที่ฝ่าด่านเข้ามาสู่กรุงไคโร สังเวียนแข้งนัดชิงชนะเลิศทัวร์นาเมนต์แห่งชาติกาฬทวีป

    ส่วน อาลิยู ซิสเซ่ เทรนเนอร์ทีมชาติเซเนกัล ต้องพบกับความผิดหวังในเกมนัดชิงชนะเลิศ แอฟริกัน เนชั่นส์ คัพ เป็นสมัยที่ 2 โดยครั้งแรกเกิดขึ้นในตอนที่เขาเป็นผู้เล่นเมื่อแพ้จุดโทษ แคเมอรูน ในปี 2002 โดยเจ้าตัวเป็นคนยิงจุดโทษคนสุดท้ายแถมพลาดอีกต่างหาก ขณะที่ครั้งที่ 2 ในฐานะโค้ช ก็ต้องเป็นพระรองของ แอลจีเรีย

1. มาเน่ ช้ำ มาห์เรซ ยิ้ม
    ไม่มีอะไรต้องสงสัยเกี่ยวกับการเปรียบเทียบระหว่างทั้งสองคน สำหรับหลายๆ ฤดูกาลในศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ริยาด มาห์เรซ กับ ซาดิโอ มาเน่ เป็นส่วนหนึ่งของสโมสรที่ครองความยิ่งใหญ่ในวงการลูกหนังเมืองผู้ดี

 ในรายของ มาเน่ ถือว่ามีบทบาทสำคัญในการนำลิเวอร์พูลคว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ส่วน มาห์เรซ เป็นส่วนหนึ่งในการช่วย แมนเชสเตอร์ ซิตี้ คว้า 3 แชมป์ในประเทศ (พรีเมียร์ลีก, เอฟเอ คัพ และคาราบาว คัพ) อย่างไรก็ตาม สตาร์แอลจีเรียอาจจะมีบทบาทไม่มากนักในทีมของเป๊ป กวาร์ดิโอล่า แต่ยามที่ลงสนามก็โชว์ฟอร์มได้ดี และหากจำกันได้ในเกมรอบรองชนะเลิศ พบ ไนจีเรีย เขาก็ปั่นฟรีคิกสุดงามในนาทีสุดท้าย พาบ้านเกิดเข้าชิงอย่างยิ่งใหญ่

มาห์เรซ กับ มาเน่ มีสถิติยิง 3 ประตูในทัวร์นาเมนต์นี้ แต่ ดาวเตะเซเนกัล ทำได้ 1 แอสซิสต์ อย่างไรก็ตามแม้ มาห์เรซ จะไม่ค่อยได้มีบทบาทมากนักในเกมนัดชิงฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติแอฟริกา แต่เขามีสถิติในการแย่งบอลถึง 4 ครั้ง ที่สำคัญยังมีส่วนในการช่วยเกมรับได้ดีมากๆ ซึ่งนั่นไม่ใช่สิ่งที่ทุกๆ คนคาดคิดว่าจะได้เห็นจาก ดาวเตะแมนฯ ซิตี้

2. จุดเปลี่ยน “วีเออาร์”
    หลังจากที่โดน แอลจีเรีย นำตั้งแต่ไก่โห่ เซเนกัล พยายามที่จะเปิดเกมบุกเต็มสูบเพื่อหวังจะทวงประตูคืนให้ได้ และมีโอกาสในการยิงประตูหลายครั้ง แต่น่าเสียดายที่โอกาสเหล่านั้นไม่สามารถแปรเปลี่ยนให้เป็นประตูได้อย่างที่พวกเขาต้องการ

 โอกาสที่ เซเนกัล จะได้ยิงประตูตีเสมอเกิดขึ้นหลังเกมผ่านไป 1 ชั่วโมงโดยมาจากจังหวะที่ อิสไมล่า ซาร์ หลุดไปทางริมเส้นก่อนจะเปิดบอลเข้าในแต่ดันไปโดนแขน อัดเลเน่ เกดิอูร่า กองกลางแอลจีเรีย กรรมการไม่ลังเลที่จะพ่นน้ำลายลงไปในนกหวีดเพื่อบอกว่านี่คือลูกโทษ

    อย่างไรก็ตามท่านเปาจำเป็นต้องเช็ควีเออาร์เพื่อความถูกต้อง จากนั้นก็เปลี่ยนใจไม่ให้ลูกจุดโทษ หลังมองว่าเป็นบอลทูแฮนด์ ต้องยอมรับว่าจังหวะนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนอย่างแท้จริง เพราะหากไม่มีระบบนี้มาช่วยงานกรรมการ ป่านนี้ทั้งสองทีมอาจจะต้องดวลจุดโทษหาผู้ชนะก็ได้

ฉะนั้นนี่เป็นบทพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าบางครั้ง “วีเออาร์” ก็ทำให้คุณได้ประโยชน์ ในขณะเดียวกันก็ทำให้คุณต้องเสียประโยชน์เช่นกัน  แต่เพื่อความถูกต้องก็ต้องยอมรับกันไป

3. เกมรุกสนุกแต่เกมรับเป็นแชมป์  
    เกมรับที่แข็งแกร่งย่อมนำความสำเร็จมาสู่ประเทศ สิ่งนี้พิสูจน์ให้เห็นอีกครั้งในประเทศอียิปต์ โดย แอลจีเรีย ถือเป็นทีมที่มีเกมรับแข็งแกร่งที่สุดในทัวร์นาเมนต์ชิงแชมป์กาฬทวีป โดยในรอบแบ่งกลุ่มทีมไม่เสียประตูเลย และพอเล่นในรอบน็อกเอาต์ก็เสียแค่ 2 ประตูเท่านั้น

 กุญแจสำคัญที่ทำให้ทีมของกุนซือฌาแมล แบลมาดี้  ประสบความสำเร็จก็คือคู่เซนเตอร์แบ็กสุดแกร่งอย่าง ไอส์ซ่า ม็องดี้ กับ ฌาแมล เบนลัมรี่ ซึ่งลงเล่นร่วมกันทุกเกม และช่วยให้เกมรับของทีมแกร่งยิ่งกว่ากำแพงเหล็กที่แนวรุกคู่แข่งยากจะเจาะเข้ามาทำประตูได้

    การที่มีเกมรับเหนียวแน่น ทำให้เกมรุกของ แอลจีเรีย เล่นได้อย่างผ่อนคลายเพราะพวกเขามั่นใจหากคู่แข่งบุกเข้ามาก็ยากจะผ่านแนวรับของพวกเขาไปได้ แน่นอนว่าไม่มีใครให้การหนุนหลัง แอลจีเรีย ที่จะคว้าแชมป์ที่ยิ่งใหญ่แบบนี้ด้วยการมีเกมรับแกร่ง  แต่สุดท้ายแล้วการเล่นอย่างมีระเบียบวินัยในเกมรับทำให้พวกเขาคู่ควรที่จะได้แชมป์ไปครอบครอง

4. โกลไร้ปฏิกิริยา  
    แมตช์เกจิลูกหนังมองว่า เซเนกัล มีภาษีดีกว่าเนื่องจากนักเตะหลายคนค้าแข้งในลีกยุโรป และมีประสบการณ์มากกว่า แม้จะขาด คาลิดู คูลิบาลี่ ที่ติดโทษแบน โดยเริ่มเกมไม่วินาที เซเนกัล มีโอกาสร้างความหวาดเสียวก่อน แต่หลังจากนั้นแค่สองนาทีสถานการณ์ทุกอย่างก็เปลี่ยนไปหมด

 ในจังหวะนั้น บักห์ดัด บูเนดจาห์ ทำชิ่งกับ อิสมาแอล เบนนาเซอร์ บริเวณริมเส้นฝั่งซ้าย ก่อนเจ้าตัวเลื้อยบอลขึ้นหน้าตัดเข้ากลาง ตัดสินใจซัดบอลแฉลบ ซาลีฟ ซาเน่ โดยบอลลอยละลิ่วข้ามหัว  อัลเฟร็ด โกมิส นายทวารที่เอาแต่เงยหน้ามองดูบอล แทนที่จะรีบขยับตัววิ่งตามไป เพราะไม่ว่าจะทันหรือไม่อย่างน้อยๆ ก็แสดงให้เห็นปฏิกิริยาตอบสนองที่พยายามจะป้องกันประตู

    หลายคนอาจมองว่า โกมิส ยืนขาตายทำให้ไม่สามารถขยับตัวไม่ทันในจังหวะนั้น แต่หากมองแบบเป็นกลางจังหวะที่บอลลอยอยู่กลางอากาศซึ่งใช้เวลาค่อนข้างนาน หาก โกมิส ตัดสินใจรีบขยับตัว ไม่แน่จังหวะดังกล่าวเขาอาจจะป้องกันไม่ให้บอลเข้าประตูได้

สิ่งที่น่าผิดหวังที่สุดอีกเรื่องก็คือจังหวะการยิงประตูของ เบนนาเซอร์ เป็นเพียงครั้งแรกและครั้งเดียวของ แอลจีเรีย ที่ทำได้ในเกมนี้ ขณะที่ เซเนกัล มีโอากสยิงประตูถึง 11 ครั้ง แต่ไม่สามารถแปรเปลี่ยนให้บอลเข้าไปซุกก้นตาข่ายได้ บทสรุปจึงนำไปสู่การคว้าแชมป์สมัยที่ 2 ของ แอลจีเรีย ส่วนทัพ “สิงโตแห่งเตรังก้า” ชวดแชมป์สมัยที่สอง

ช่องทางในการติดตามข่าวสาร katycorridor.org